รองผู้ว่าฯ นราธิวาส เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ การบูรณาการเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในหน่วยงานภาครัฐเชิงรุก

รองผู้ว่าฯ นราธิวาส เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ การบูรณาการเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในหน่วยงานภาครัฐเชิงรุก

วันนี้ (31 มี.ค.69) เวลา 10.45 น. ที่ ห้อง sapphire 204 อาคารศูนย์การประชุมอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายกฤษณนันท์ กำไร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เข้าร่วมประชุมบูรณาการเสริมสร้างธรรมาภิบาลความโปร่งใสในหน่วยงานภาครัฐเชิงรุก โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ "การบูรณาการเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในหน่วยงานภาครัฐเชิงรุก" ประจำปี 2569 และมอบนโยบาย "มาตรการและเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบ ในการยกระดับค่า CPI ของประเทศไทย" โดยมี นายอำนาจ พวงชมภู ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) นายวิเชียร จันทรโณทัย กรรมการ ป.ป.ท. พร้อมด้วยคณะกรรมการฯ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการ ป.ป.ท. นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ด้านบริหาร นายสยาม สิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด นางวรสุดา รัตนสุคนธ์ ที่ปรึกษาด้านการบริหารราชการจังหวัดแบบบูรณาการ กระทรวงมหาดไทย นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่เราทราบกันดีว่า ประเทศไทยยังคงเผชิญกับปัญหาการทุจริตในระดับที่น่ากังวล ทุกครั้งที่มีการทำโพลถามความความเห็น "ปัญหาที่พี่น้องประชาชนกังวลมากเป็นอันดับต้น ๆ ก็ยังคงเป็นเรื่องคอรัปชั่นเสมอ" หมายความว่า เรายังไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง ซึ่งก็สะท้อนผ่านค่าดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI: Corruption Perceptions Index) ที่ยังจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยสาเหตุสำคัญประการหนึ่ง มาจากการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐบางส่วน ขาดจิตสำนึกในการปฏิบัติหน้าที่ และใช้ตำแหน่งแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ อีกทั้งระบบยังเปิดช่องโหว่ให้ผู้ทุจริตเห็นว่าทำได้ ประกอบกับขาดการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง การจัดงานในวันนี้ จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่ทุกภาคส่วนจะได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กำหนดทิศทาง และสร้างจุดเปลี่ยนในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบของประเทศ เพื่อยกระดับความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคเอกชน และประชาชนโดยรวม

"กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน พวกเราจึงทราบดีถึงข้อร้องเรียน และผลกระทบที่เกิดจากการทุจริตประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติ อนุญาต การออกเอกสารสิทธิ และการให้บริการประชาชน ตลอดจนปัญหาการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้ต้องใช้คำว่าเป็นการ "บั่นทอนประเทศ" คือบั่นทอนทั้งงบประมาณ ประสิทธิภาพ และความเชื่อมั่นศรัทธาจากพี่น้องประชาชน เราจึงต้องยอมรับความจริง และเผชิญกับความท้าทายนี้อย่างตรงไปตรงมา ทุกหน่วยงานต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานคุณธรรมและความโปร่งใส โดยการทบทวนขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ซ้ำซ้อน ปรับปรุงระบบบริการภาครัฐให้มีความรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมทั้งลดการเผชิญหน้า ระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน ผ่านการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้สนับสนุนการทำงาน ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล รวมถึงการส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึง ข้อมูลข่าวสารของภาครัฐได้โดยสะดวก เข้าใจง่าย และตรวจสอบได้ ซึ่งเมื่อระบบราชการมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ โอกาสในการทุจริต และการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบก็จะลดลงตามไปด้วย"

นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า ขอมอบนโยบายเร่งด่วนให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ยกระดับระบบการป้องกันการทุจริตให้รัดกุม โดยการกำหนดมาตรการป้องกันการเรียกรับสินบนในกระบวนการอนุมัติ อนุญาต การออกเอกสารสิทธิต่าง ๆ รวมทั้งกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ โดยต้องมีระบบตรวจสอบภายในที่เข้มข้น ไม่ใช่ทำตามรูปแบบเท่านั้น แต่ต้องเห็นผลจริงด้วย เป้าหมายสำคัญ คือ "ไม่มีการทุจริต และไม่มีการเรียกรับสินบนในหน่วยงานภาครัฐ" ซึ่งสอดคล้องกับตัวชี้วัดของแผนแม่บท ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติในการยกระดับค่าดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของประเทศไทยให้สูงขึ้น

"CPI มิได้เป็นเพียงตัวเลขเชิงสถิติ แต่เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก มีตัวเลขที่น่าตกใจ ผลการประเมินล่าสุด ปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้คะแนน CPI 33 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศ และอยู่ในลำดับที่ 8 ของอาเซียน ถือว่าอยู่ในลำดับท้าย ๆ ของภูมิภาค และของโลก ซึ่งในฐานะคนไทย ก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าอาย การแก้ไขปัญหาการทุจริต และการยกระดับคะแนน CPI จะไม่สามารถบรรลุผลได้ หากปราศจากความร่วมมืออย่างจริงจัง จากทุกภาคส่วน แต่ความร่วมมือนั้นจะเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่ด้วยการออกระเบียบที่ไม่สิ้นสุด แต่ต้องเกิดจากการสร้างวัฒนธรรมในองค์กรที่ให้คุณค่ากับความซื่อสัตย์สุจริต และไม่ใช่เพียงลงโทษคนทำผิด แต่ให้การยกย่องบุคลากรที่มีความซื่อสัตย์สุจริตหรือมีส่วนในการต่อต้านการทุจริตด้วย เพื่อนำไปสู่การกำหนดมาตรการและแนวทางป้องกันการทุจริตที่มีประสิทธิภาพ และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมได้จริงโดยเร็ว"

#สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนราธิวาส


image รูปภาพ
image
image
image
image
image
image
image
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar