ครม. เห็นชอบกำหนดสินค้าควบคุมปี 2565 เพิ่มอีก 1 รายการ คือ ไก่ และ เนื้อไก่ จากเดิมรายการสินค้าควบคุมในปี 2564 จำนวน 4 รายการครม. เห็นชอบกำหนดสินค้าควบคุมปี 2565 เพิ่มอีก 1 รายการ คือ ไก่ และ เนื้อไก่ จากเดิมรายการสินค้าควบคุมในปี 2564 จำนวน 4 รายการ คือ 1. หน้ากากอนามัย 2. ใยสังเคราะห์ Polypropylene (Spunbond) เพื่อใช้ในการผลิตหน้ากากอนามัย 3. ผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบเพื่อสุขอนามัยสำหรับมือ 4. เศษกระดาษ และกระดาษที่นำกลับมาใช้ได้อีก
เนื่องจากปัจจุบันราคาไก่ปรับตัวสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องกำกับดูแล ติดตามไก่ เนื้อไก่ ที่เป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญต่อการบริโภคของประชาชน ให้มีปริมาณเพียงพอและมีราคาที่เหมาะสม ทั้งนี้คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กำหนดให้ผู้ประกอบการ ผู้ค้า และฟาร์มเลี้ยงไก่ ต้องปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ดังนี้
1. ผู้เลี้ยงไก่ที่มีปริมาณการเลี้ยงตั้งแต่ 100,000 ตัวขึ้นไป และโรงชำแหละไก่ที่มีกำลังการผลิตมากกว่า 4,000 ตัวต่อวัน ต้องแจ้งปริมาณ สต็อก และต้นทุนราคาจำหน่ายทุกเดือน
2. โรงงานผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 55 โรง ต้องแจ้งต้นทุนราคาจำหน่าย ปริมาณการผลิต และสต็อก
3. การปรับราคาสินค้า จะต้องได้รับอนุญาตจากกรมการค้าภายในก่อนปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศรายการสินค้าและบริการควบคุมไปแล้วรวมครั้งนี้จะเป็นจำนวนทั้งสิ้น 56 รายการ เป็นสินค้า 51 รายการ เป็นบริการ 5 รายการ (จากเดิม 51 รายการ )
ประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 8 พ.ศ. 2564 เรื่อง การกำหนดราคาสินค้าและบริการ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา กำหนดสินค้าและบริการที่ต้องควบคุมราคาทั้งสิ้น 51 รายการ ดังนี้
1. กระดาษทำลูกฟูก กระดาษเหนียว
2. กระดาษพิมพ์และกระดาษเขียน
3. ยางรถยนต์และยางรถจักรยานยนต์
4. รถจักรยานยนต์และรถบรรทุก
5. กากดีดีจีเอส
6. เครื่องสูบน้ำ
7. ปุ๋ย
8. ยาป้องกันหรือกำจัดศัตรูพืช
9. รถเกี่ยวข้าว
10. รถไถนา
11. อาหารสัตว์และหัวอาหารสัตว์
12. ก๊าซปิโตรเลียมเหลว
13. น้ำมันเชื้อเพลิง
14. ยารักษาโรค
15. เวชภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการรักษาโรค
16. ท่อพีวีซี
17. ปูนซีเมนต์
18. สายไฟฟ้า
19. เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ เหล็กแผ่น เหล็กเส้น
20. ข้าวเปลือก ข้าวสาร
21. ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์
22. ข้าวโพด
23. ต้นพันธุ์ ท่อนพันธุ์ มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์
24. ผลปาล์มน้ำมัน
25. มะพร้าวผลแก่ และผลิตภัณฑ์
26. ยางพารา ได้แก่ น้ำยางสด ยางก้อน เศษยาง น้ำยางข้น ยางแผ่น ยางแท่ง ยางเครพ
27. กระดาษชำระ กระดาษเช็ดหน้า
28. แชมพู
29. ผงซักฟอก น้ำยาซักฟอก
30. ผลิตภัณฑ์ล้างจาน
31. ผ้าอนามัย
32. ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเด็กและผู้ใหญ่
33. สบู่ก้อน สบู่เหลว
34. กระเทียม
35. ไข่ไก่
36. ทุเรียน
37. นมผง ผลิตภัณฑ์นมพร้อมบริโภคชนิดเหลว ไม่รวมถึงนมเปรี้ยว
38. น้ำมัน และไขมันที่ได้จากพืชหรือสัตว์ทั้งที่บริโภคได้หรือไม่ได้
39. แป้งสาลี
40. มังคุด
41. ลำไย
42. สุกร เนื้อสุกร
43. หอมหัวใหญ่
44. อาหารกึ่งสำเร็จรูปบรรจุภาชนะผนึก
45. อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
46. เครื่องแบบนักเรียน
47. การให้สิทธิในการเผยแพร่งานลิขสิทธิ์เพลงเพื่อการค้า
48. บริการซื้อขาย และหรือบริการขนส่งสินค้าสำหรับธุรกิจออนไลน์
49. บริการทางการเกษตร
50. บริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาลเกี่ยวกับการรักษาโรค
51. บริการรับชำระเงิน ณ จุดบริการ
สำหรับสถานการณ์สินค้าบางตัวที่มีการปรับราคาสูงขึ้น รัฐบาลและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้เร่งดำเนินการในการรักษาระดับราคา ในรูปแบบที่สร้างสมดุลระหว่างการให้สินค้าเกษตรมีราคาสูงขึ้นเพื่อสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นแก่เกษตรกร แต่ราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นนั้น จะต้องไม่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อลดผลกระทบ เช่น การตรึงราคาสินค้า
กระทรวงพาณิชย์และกรมการค้าภายใน ได้ประสานกับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ผู้ค้าและสมาคมต่างๆ ตรึงราคาในหลายหมวดสินค้า ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวัน คือ เครื่องใช้ไฟฟ้า ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำอัดลม
นอกจากนี้ ทางสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ประกาศตรึงราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มไว้ กิโลกรัมละ 110 บาท ไปจนถึงเสร็จสิ้นเทศกาลตรุษจีน และทางสมาคมผู้เลี้ยงและส่งออกไข่ไก่ พร้อมให้ความร่วมมือตรึงราคาไข่ไก่เบอร์ 3 ไว้ที่ฟองละ 2.90 บาท เป็นต้น
ขณะเดียวกันราคาเนื้อหมู ไข่ไก่ และผักชนิดต่างๆ อาทิ ผักคะน้า ผักบุ้งจีน กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ตามรายงานของสถานการณ์สินค้าเกษตรเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (17 - 24 มกราคม 2565) อยู่ในระดับที่ทรงตัว
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ยืนยันจะดำเนินการในทุกทางที่จะเป็นการดูแลพี่น้องประชาชน บางมาตรการอาจจะต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผล ตัวอย่างเช่น เรื่องหมูแพงก็มีหลายมาตรการออกมา ประกอบด้วย
1. งดส่งออกสุกรมีชีวิตเป็นเวลาสามเดือน
2. ช่วยเหลือราคาอาหารสัตว์แก่เกษตรกร
3. สถาบันการเงินจัดสินเชื่อพิเศษเพื่อให้เกษตรกรกลับมาเลี้ยงใหม่ 4. ตรึงราคาจำหน่ายที่เหมาะสมสอดคล้องกับต้นทุน
5. เพิ่มกำลังการผลิตแม่สุกรทดแทน
6. ส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
7. เร่งศึกษาวิจัยยาและสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคระบาด
8. ยกระดับมาตรฐานฟาร์มเกษตรกรเพื่อป้องกันโรคระบาด
9. ส่งเสริมให้ปรับปรุงเป็นฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรค