INSIGHT : คลัง–คมนาคม ปลดล็อกที่ราชพัสดุสนามบินภูมิภาค จาก “ข้อจำกัดราชการ” สู่เครื่องมือพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น
ท่ามกลางการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวและการคมนาคมขนส่งในระดับภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้น “ท่าอากาศยาน” ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงประตูสู่เมืองต่าง ๆ เท่านั้น หากแต่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุน แต่ที่ผ่านมา การพัฒนาพื้นที่สนามบินภูมิภาคของไทยกลับต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางกฎหมายและระเบียบราชการที่ซับซ้อน ทำให้สินทรัพย์มูลค่ามหาศาลของรัฐไม่สามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่
.
นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่กระทรวงการคลัง โดยกรมธนารักษ์ และกระทรวงคมนาคม โดยกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 เพื่อมอบอำนาจให้กรมท่าอากาศยานสามารถบริหารจัดการและจัดหาประโยชน์ที่ราชพัสดุในพื้นที่สนามบินภูมิภาคได้คล่องตัวมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการที่มีมูลค่าที่ราชพัสดุไม่เกิน 500 ล้านบาท
.
การจับมือกันในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การลงนามในกระดาษ แต่คือการลบล้างข้อจำกัดเดิม ๆ เพื่อปลดล็อกมูลค่าทางเศรษฐกิจในพื้นที่สนามบินภูมิภาคทั่วประเทศ
.
ทำไมต้องมี MOU ฉบับนี้
.
ที่ผ่านมา การจัดหาประโยชน์ที่ราชพัสดุในพื้นที่สนามบินภูมิภาคยังอยู่ภายใต้กรอบการกำกับดูแลของกรมธนารักษ์ ทำให้หลายกระบวนการต้องผ่านการพิจารณาหลายขั้นตอน แม้ว่ากรมท่าอากาศยานจะเป็นหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่และเข้าใจศักยภาพของสนามบินแต่ละแห่งโดยตรงก็ตาม
.
ภายใต้ MOU ฉบับใหม่ กรมท่าอากาศยานได้รับมอบอำนาจให้สามารถจัดให้เช่า บริหารสัญญา และดำเนินการเกี่ยวกับการจัดหาประโยชน์ในพื้นที่ราชพัสดุของสนามบินภูมิภาคที่มีมูลค่าไม่เกิน 500 ล้านบาทได้โดยตรง รวมถึงมีอำนาจดำเนินคดีกรณีเอกชนไม่ปฏิบัติตามสัญญา โดยยังคงต้องดำเนินการภายใต้กฎหมายที่ราชพัสดุและรายงานผลให้กรมธนารักษ์รับทราบอย่างต่อเนื่อง
.
ในมิติของการบริหารจัดการ นี่คือการกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปยังหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ เพื่อให้การตัดสินใจสอดคล้องกับความต้องการและศักยภาพของพื้นที่จริงมากขึ้น
.
เปิดเงื่อนไขใหม่ : ปลดล็อกอำนาจ ยืดเวลา ยืดหยุ่นตอบโจทย์อนาคต
.
หนึ่งในข้อจำกัดสำคัญคือเรื่อง “ระยะเวลาการเช่า”
.
ก่อนหน้านี้ การจัดหาประโยชน์ในพื้นที่สนามบินหลายกรณีถูกจำกัดกรอบระยะเวลาการดำเนินการเป็นครั้งละไม่เกิน 3 ปี ทำให้เอกชนจำนวนมากไม่สามารถวางแผนลงทุนระยะยาวได้อย่างเต็มที่ เพราะโครงการเชิงพาณิชย์จำนวนมาก โดยเฉพาะธุรกิจบริการ โลจิสติกส์ คลังสินค้า หรือสิ่งอำนวยความสะดวกในสนามบิน ต้องใช้ระยะเวลาคืนทุนหลายปี
.
เมื่อสัญญามีอายุสั้น ความคุ้มค่าในการลงทุนก็ลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้พื้นที่ศักยภาพหลายแห่งไม่สามารถดึงดูดการลงทุนได้เต็มศักยภาพ
.
MOU ฉบับใหม่จึงปรับเงื่อนไขให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยกำหนดให้พื้นที่ภายในอาคารท่าอากาศยานสามารถให้เช่าได้ไม่เกิน 10 ปี ส่วนพื้นที่ภายนอกสนามบินสามารถให้เช่าได้สูงสุด 20 ปี และ 30 ปี ตามขนาดพื้นที่เช่า ซึ่งสอดคล้องกับกรอบการจัดหาประโยชน์ที่ราชพัสดุตามกฎหมายที่เปิดให้มีการเช่าระยะยาวได้ไม่เกิน 30 ปี
.
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวช่วยให้เอกชนสามารถวางแผนธุรกิจ ลงทุนก่อสร้าง หรือพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น เพราะมีระยะเวลาคืนทุนและสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมกับเม็ดเงินลงทุน
.
ทำไมต้องร่วมมือ? และการยกระดับสนามบินภูมิภาคจะดีขึ้นอย่างไร
.
ในหลายประเทศทั่วโลก พื้นที่รอบสนามบินไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์เฉพาะด้านการบินเท่านั้น แต่ยังถูกพัฒนาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ หรือ Airport City ที่เชื่อมโยงธุรกิจ การค้า การขนส่ง และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน
.
สำหรับประเทศไทย สนามบินภูมิภาคจำนวนมากตั้งอยู่ในจังหวัดท่องเที่ยวและเมืองเศรษฐกิจสำคัญ แต่พื้นที่ราชพัสดุโดยรอบยังมีศักยภาพในการพัฒนาอีกมาก
.
เมื่อระยะเวลาการเช่ายาวขึ้นและกระบวนการบริหารคล่องตัวขึ้น โอกาสในการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นศูนย์บริการผู้โดยสาร พื้นที่ค้าปลีก คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า ธุรกิจโลจิสติกส์ โรงแรม หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสนามบิน
.
การพัฒนาเหล่านี้ไม่เพียงสร้างรายได้ให้รัฐจากการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินของภาครัฐในระยะยาว ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการบริหารที่ราชพัสดุที่มุ่งเน้นให้ทรัพยากรของรัฐเกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
.
ชุมชนและท้องถิ่นจะได้ประโยชน์อะไรจากจุดเปลี่ยนนี้?
.
ผลประโยชน์ของความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรายได้ของรัฐหรือผู้ประกอบการ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ด้วย
.
เมื่อเกิดการลงทุนใหม่ในพื้นที่สนามบิน ย่อมนำมาซึ่งการจ้างงาน การขยายตัวของธุรกิจบริการ การท่องเที่ยว และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง
.
ผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น ขณะที่ประชาชนได้รับประโยชน์จากบริการที่หลากหลายและมีคุณภาพมากขึ้นภายในสนามบินและพื้นที่โดยรอบ
.
ในอีกด้านหนึ่ง การมีรายได้จากการบริหารจัดการพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพ ยังช่วยให้หน่วยงานสามารถนำทรัพยากรกลับมาพัฒนาคุณภาพการให้บริการของสนามบินได้ดียิ่งขึ้น ทั้งด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ความปลอดภัย และประสบการณ์ของผู้โดยสาร
.
มากกว่าการให้เช่าที่ดิน แต่คือการปลดล็อกศักยภาพสินทรัพย์ของรัฐ
.
หากมองในภาพใหญ่ การลงนาม MOU ระหว่างกรมธนารักษ์และกรมท่าอากาศยานครั้งนี้ สะท้อนแนวคิดการบริหารภาครัฐที่กำลังเปลี่ยนไป จากการเน้นควบคุมกระบวนการเป็นหลัก ไปสู่การให้อำนาจหน่วยงานเจ้าของพื้นที่บริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น ภายใต้กรอบกฎหมายและการกำกับดูแลที่ชัดเจน
.
ในยุคที่การแข่งขันทางเศรษฐกิจไม่ได้วัดกันเพียงขนาดของโครงสร้างพื้นฐาน แต่รวมถึงความเร็วในการตัดสินใจและความสามารถในการดึงดูดการลงทุน การปลดล็อกข้อจำกัดเดิมของที่ราชพัสดุจึงอาจกลายเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนสนามบินภูมิภาคจากเพียง “จุดเดินทาง” ให้กลายเป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” ของพื้นที่ในอนาคต
.
เพราะท้ายที่สุดแล้ว มูลค่าที่แท้จริงของที่ราชพัสดุไม่ได้อยู่ที่ราคาที่ดินเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการนำทรัพยากรของรัฐมาสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างงาน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้มากเพียงใด
.
ติดตามข้อมูลข่าวสารต่างๆ ของข่าวจริงประเทศไทย ได้ที่ ![]()
Facebook : ข่าวจริงประเทศไทย
X : @realnewsthai
Youtube : เรื่องรัฐ Update
#ข่าวจริงประเทศไทย #realnewsthailand #คลังคมนาคม #ที่ราชพัสดุ #กรมท่าอากาศยาน #กรมธนารักษ์ #พัฒนาสนามบิน #เศรษฐกิจภูมิภาค