INSIGHT : ผ่าทางรอด ‘เกษตรกรสูงวัย 70+’ สลัด ‘กับดักหนี้สะสม’ ชงบอร์ด ธ.ก.ส. เคาะ มิ.ย.นี้
ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรไทยหยั่งรากลึกและกลายเป็นหนึ่งในความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดของประเทศ จากรายงานวิจัยล่าสุด PIER Research Brief (ครั้งที่ 4/2569) โดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ้งภากรณ์ ได้สะท้อนข้อเท็จจริงอันน่ากังวลว่า เกษตรกรไทยกำลังติดอยู่ในวงจรหนี้สะสมที่เพิ่มขึ้นทุกระดับ โดยมีค่ากลางของหนี้สูงถึง 250,000 บาท ซึ่งสูงกว่าครัวเรือนทั่วไปในระบบเครดิตบูโรถึง 3 เท่า ที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือ "วัฒนธรรมจ่ายแต่ดอก" ที่ลูกหนี้กว่า 90% ไม่สามารถลดเงินต้นได้เลย ส่งผลให้เกษตรกรมากกว่าครึ่งหนึ่ง (52%) มีแนวโน้มที่ไม่สามารถปิดจบหนี้ได้ก่อนอายุ 70 ปี และกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงที่จะเผชิญกับภาวะหนี้ท่วมตัวในวัยเกษียณ
.
สอดคล้องกับสถานการณ์ล่าสุดในเดือนพฤษภาคม 2569 นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในการเร่งจัดการปัญหาดังกล่าว โดยระบุว่า ธ.ก.ส. กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดเพื่อแก้ปัญหาให้กับกลุ่ม "เกษตรกรสูงวัยอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป" ซึ่งถือเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุดในระบบ โดยมีมูลค่าหนี้รวมสูงถึง 1,000–1,300 ล้านบาท ลูกหนี้กลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้แล้ว และมีสถานะเป็นหนี้เสีย (NPL) โดยมีบุคคลเป็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งเป็นภาระผูกพันที่สร้างความเดือดร้อนต่อคนรุ่นหลัง ทาง ธ.ก.ส. จึงตั้งเป้าที่จะสรุปแนวทางการแก้ไขหนี้กลุ่มนี้เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ (บอร์ด) ธ.ก.ส. ที่มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ภายในเดือนมิถุนายน 2569 นี้
.
จากมาตรการ "ผิดฝาผิดตัว" สู่ยุทธศาสตร์เชิงรุกที่ตรงจุด
งานวิจัยของสถาบันป๋วยฯ ชี้ให้เห็นว่า มาตรการแก้หนี้ในอดีตที่เน้นการพักชำระหนี้หรือเลื่อนงวดนั้น เป็นเพียงการช่วยเหลือระยะสั้นที่ "ผิดฝาผิดตัว" เพราะไม่ได้ลดมูลค่าหนี้จริง แต่กลับทำให้หนี้พอกพูน อย่างไรก็ดี จากโครงการสนามทดลองเชิงนโยบายร่วมกับ ธ.ก.ส. ใน 120 สาขาทั่วประเทศ ได้พิสูจน์แล้วว่า การแก้หนี้ที่ได้ผลต้องปรับเปลี่ยนที่ "กระดุมเม็ดแรก" นั่นคือการปรับโครงสร้างหนี้เชิงลึกควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจและการเข้าหาลูกหนี้เชิงรุก เช่น มาตรการ "ธนาคารใกล้บ้าน" ที่ลงพื้นที่ไปรับชำระหนี้ และโครงการ "ชำระดีมีโชค" ซึ่งช่วยเพิ่มความถี่และจำนวนเงินที่ตัดเงินต้นได้จริง
.
สำหรับการขยับตัวของ ธ.ก.ส. ในการชงมาตรการแก้หนี้เกษตรกรวัย 70+ เข้าบอร์ดในเดือนมิถุนายนนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญและสอดรับกับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายอย่างยิ่ง การแก้ปัญหาหนี้เสียของกลุ่มผู้สูงอายุที่ไร้กำลังทำกิน ไม่สามารถใช้โมเดลการประนอมหนี้แบบทั่วไปได้ แต่จำเป็นต้องพึ่งพา "โมเดลความร่วมมือ 3 ฝ่าย" (Partnership) อย่างจริงจัง คือ
.
รัฐบาล : ต้องสนับสนุนงบประมาณในลักษณะการ "ลงทุน"เพื่อปรับโครงสร้างหนี้และลดภาระหนี้ให้สอดคล้องกับศักยภาพที่แท้จริง (ซึ่งในกรณีผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้ อาจหมายถึงการปรับลดหนี้หรือตัดวงเงินหนี้เสียตามเงื่อนไขพิเศษ)
.
สถาบันการเงิน (ธ.ก.ส.) : ทำหน้าที่เชิงรุก ปลดล็อกปัญหาจากการดูแค่ตัวเลข NPL ไปสู่การออกแบบเงื่อนไขที่ยืดหยุ่น ยุติธรรม และเคลียร์พันธะผูกพันของ "คนค้ำประกัน" เพื่อไม่ให้ส่งต่อมรดกหนี้ไปยังลูกหลาน
.
การนำเทคโนโลยีมาใช้ : บูรณาการฐานข้อมูลเพื่อคัดกรอง แยกแยะกลุ่มลูกหนี้สูงอายุที่มีศักยภาพต่างกัน เพื่อให้การช่วยเหลือไปถึงตัวบุคคลได้อย่างแม่นยำและโปร่งใส
.
วิกฤตหนี้เกษตรกรสูงวัยไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขทางบัญชีในพอร์ตของ ธ.ก.ส. แต่คือเรื่องปากท้องและคุณภาพชีวิตในบั้นปลายของประชากรที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติ การประชุมบอร์ด ธ.ก.ส. ในเดือนมิถุนายน 2569 นี้ จึงเป็นที่จับตามองอย่างยิ่งว่า แนวทางที่จะเคาะออกมานั้น จะสามารถล้างทลาย "กับดักหนี้สะสม" และสร้างทางรอดที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทยได้อย่างแท้จริงหรือไม่
ติดตามข้อมูลข่าวสารจาก “ข่าวจริงประเทศไทย”
Facebook : ข่าวจริงประเทศไทย
X : @realnewsthai
YouTube : เรื่องรัฐ Update
#ข่าวจริงประเทศไทย #realnewsthailand #เศรษฐกิจไทย #ผ่าทางรอด #เกษตรกรสูงวัย #กับดักหนี้สะสม #ปลดล็อกหนี้เกษตรกร #ธกสช่วยเกษตรกร