“วันอีฎิ้ลอัดฮา” ตรงกับ วันที่ 10 เดือนซุลฮิจญะห์ ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายตามปฏิทิน ฮิจเราะห์ศักราช เป็นวันหนึ่งที่มีความสำคัญ ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะเรียกว่าวันอีดอีฎิ้ลอัดฮา (วันอีด เปรียบเสมือนกับ วันตรุษ) หรือวันรายอฮัจยี กล่าวคือวันรายอที่เกี่ยวข้องกับการทำฮัจญ์ ถือเป็นการเฉลิมฉลอง รวมถึงมีการเชือดสัตว์พลีทาน(กรุบ่าน) เดิมทีการเชือดสัตว์เป็นเรื่องราวของท่านศาสดาอิบรอฮีม หรือชาวยุโรปเรียกว่าอับราฮัม ที่พระเจ้าได้ทดสอบอับราฮัมด้วยการสั่งให้เชือดลูกชายตนเอง ซึ่งเป็นเพียงการลองใจ ก่อนจะเปลี่ยนคำสั่งเชือดจากการเชือดลูกชายเป็นการเชือดสัตว์แทน
นี่คือคำบอกเล่าของนายอบูนูฟัยล์ มาหะ นักวิชาการศึกษาชำนาญการ สำนักงานการศึกษาเอกชนอำเภอระแงะ ที่บอกถึงความสำคัญของวันอีฎิ้ลอัดฮา โดยเฉพาะการเชือดสัตว์ เนื้อที่ได้จะนำมาแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนหนึ่งใช้รับประทานในครอบครัว อีก 2 ส่วนจะแบ่งปันให้แก่ญาติพี่น้องหรือคนยากไร้ คนยากจน ในหมู่บ้าน/ชุมชน ซึ่งจะมีสัตว์ที่อนุญาตให้เชือด มีอูฐอายุประมาณ 5 ปีย่างเข้า 6 ปี วัว ควาย แพะ อายุ 2 ปี และแกะ อายุ 1 ปี สัตว์เหล่านี้ต้องเป็นสัตว์ที่มีความสมบูรณ์ ไม่ผอมโซ ไม่มีตำหนิ ส่วนการเชือดต้องใช้มีดที่คมมากเพื่อไม่ให้สัตว์นั้นทรมาน
สำหรับวันอีฎิ้ลอัดฮา มุสลิมจะรวมตัวเพื่อละหมาด อาจใช้สถานที่เป็นมัสยิดหรือสนามขนาดใหญ่ หลังจากละหมาดจะมีการฟังคุตบะห์ (คำสอน) การปฐกถาธรรม อีกทั้งจะมีการสวมใส่เสื้อผ้าใหม่ ๆ ไปเยี่ยมเยียนครอบครัวญาติพี่น้องโดยเฉพาะการปฏิสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติ พี่น้อง ท่านศาสดามูฮัมหมัดให้ความสำคัญอย่างมาก หากเดินทางมาเส้นทางหนึ่งให้เดินทางกลับอีกเส้นทางหนึ่งเพื่อให้พบเจอกับผู้คนให้จำนวนมาก เพื่อสร้างสัมพันธ์ที่ดี หากมีอะไรที่คับข้องใจผิดใจกันก็ให้อภัยกัน ถือเป็นสิ่งที่น่ายกย่องอย่างมาก
ในปีนี้ (2566) วันอีฎิ้ลอัดฮาฮิจเราะห์ศักราช 1444 ตรงกับวันที่ 29 มิถุนายน ที่ผ่านมา ทางเทศบาลเมืองนราธิวาสร่วมกับกลุ่มอิสลามนราและองค์กรต่าง ๆ ในเขตเทศบาลเมืองนราธิวาส ได้จัดให้มีการละหมาดฯ ที่บริเวณสนามกีฬาเทศบาลเมืองนราธิวาส อำเภอเมืองนราธิวาส บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักและอบอุ่น มีพี่น้องชาวไทยมุสลิมเดินทางมาร่วมพิธีเนืองแน่นสนามกีฬาฯ
โดยนายไพซอล อาแว นายกเทศมนตรีเมืองนราธิวาส ได้กล่าวต้อนรับผู้มาร่วมละหมาด และนำละหมาดโดยนายมูฮำหมัดนะอีม หะยีหามะ บุคลากรโรงเรียนอัตตัรกียะห์อิสลามียะห์ จากนั้นมีการอ่านคุตบะห์ (ปาฐกถาธรรม) ในหัวข้อ“อิสลามคือทางออก” โดยนายอบูนูฟัยล์ มาหะ นักวิชาการศึกษาชำนาญการ สำนักงานการศึกษาเอกชนอำเภอระแงะภายหลังจากเสร็จสิ้นการละหมาดและฟังคุตบะห์ (ปาฐกถาธรรม) แล้ว ผู้ร่วมละหมาดก็ได้สลามทักทายและกล่าวให้อภัยซึ่งกันและกัน อีกทั้งยังมีการจัดเลี้ยงอาหารให้กับผู้ร่วมละหมาดด้วย
นายอบูนูฟัยล์ มาหะ นักวิชาการศึกษาชำนาญการสำนักงานการศึกษาเอกชนอำเภอระแงะ ได้อ่านคุตบะห์ (ปาฐกถาธรรม) ในหัวข้อ “อิสลามคือทางออก” ความโดยสรุปว่า อิสลามเป็นหนึ่งในศาสนาที่สามารถมีทางออกให้กับทุกปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่าน ที่ถูกประทานลงมาแก่ศาสดามูอัมหมัด หรือที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญแห่งชีวิตที่ในพระคัมภีร์เล่มนี้ มีบทคำสอนในทุกด้าน
“…ตัวอย่างเช่นหากแบ่งเป็นกระทรวง จะมีกระทรวงมหาดไทย เรื่องของการเมืองการปกครอง กระทรวงสาธารณสุขเรื่องของอาหารและยา กระทรวงการคลัง การเงินการธนาคารในอิสลาม เรื่องราวเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ พลังงาน หรือแม้แต่ การกีฬา เป็นต้น เรียกได้ว่าเป็นเหมือนคู่มือการดำเนินชีวิต โดยเจตนารมณ์ของศาสนานี้ คือ การนำความเมตตาจากพระเจ้าสู่มนุษย์ชาติดังที่ อัลลอฮได้กล่าวในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ความว่า และฉันไม่ได้ส่งเจ้ามาเพื่อการอื่นใด ยกเว้น เพื่อนำความเมตตาสู่มนุษยชาติทั้งหลาย…”
และการอยู่ร่วมกันภายใต้ความหลากหลาย อย่างสันติสุข ดังที่ อัลลอฮฺ กล่าวในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ความว่าโอ้มนุษยชาติทั้งหลาย แท้จริงเราได้สร้างสูเจ้าจากเพศชาย และเพศหญิง และเราได้ให้พวกเจ้า แยกเป็นเหล่า เป็นพวกเป็นตระกูล (ต่างสีผิว ต่างวัฒนธรรม ต่างภาษา) เพื่อให้สูเจ้าได้ทำความรู้จักกัน แน่นอน สิ่งที่จะตามมาหลังจากการทำความรู้จักกัน คือ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อันจะนำมาซึ่งความสงบสันติและยั่งยืนตลอดไป
ทั้งนี้ วันสำคัญทางศาสนาอิสลามที่พระผู้เป็นเจ้าได้กำหนดให้มีการเฉลิมฉลองอยู่ 2 วัน คือ วันอีฎิ้ลฟิตตรี หลังจากการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน และวันอีฎิ้ลอัดฮา เป็นช่วงเวลาที่มุสลิมทั่วโลกได้เดินทางไปแสวงบุญประกอบพิธีฮัจญ์ ที่นครเมกกะห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย