พระกรณียกิจอันมากมาย มีอีกมุมหนึ่งของพระองค์
เจ้าฟ้าผู้ทรงโปรดเสียง “จะเข้” เครื่องดนตรีไทยที่ทรงผูกพันมาตั้งแต่วัยเยาว์
บทเพลงโปรดคือ “เดี่ยวลาวแพน” เพลงชั้นสูงที่นักดนตรีไทยต่างยกย่องว่าท้าทายฝีมือ
ทุกครั้งที่ปลายนิ้วทรงบรรเลง สายเสียงแห่งความอ่อนโยนและความรักในศิลปวัฒนธรรมไทยก็ขับขานกังวาน
วันนี้เหลือเพียงท่วงทำนองแห่งความทรงจำ ที่ยังบรรเลงอยู่ในหัวใจคนไทยมิรู้เลือน
ท่ามกลางความโศกเศร้าที่ปกคลุมหัวใจคนไทยทั้งประเทศ ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เรื่องราวแห่งพระกรุณาธิคุณและความทรงจำอันงดงามที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรในหลากหลายวงการ ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาถ่ายทอดอีกครั้ง ราวกับเป็นแสงแห่งความอบอุ่นที่ยังคงส่องประกายในห้วงเวลาแห่งความอาลัย
หนึ่งในเรื่องราวที่สร้างความประทับใจอย่างยิ่ง คือบทสัมภาษณ์พิเศษที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ “ธรรมศาสตร์สังคีตเฉลิมพระเกียรติ” เมื่อครั้งที่พระองค์ยังทรงดำรงพระอิสริยยศ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพระอุปนิสัยอันเรียบง่าย ทรงถ่อมพระองค์ และทรงมีพระเมตตาต่อทุกคนอย่างเสมอภาค
“สวัสดีค่ะ”
เพียงคำทักทายสั้น ๆ ผ่านปลายสายโทรศัพท์ในวันนั้น กลับเป็นความทรงจำที่ผู้สัมภาษณ์และสมาชิกชุมนุมดนตรีไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่อาจลืมเลือน ด้วยพระสุรเสียงอ่อนโยนและการสนทนาอย่างเป็นกันเอง ราวกับกำลังพูดคุยกับมิตรสหาย มิใช่พระราชวงศ์ผู้ทรงอยู่ในฐานันดรศักดิ์สูงส่ง
จากบทสนทนาในวันนั้น พระองค์ทรงเล่าถึงความผูกพันกับดนตรีไทย โดยเฉพาะ “จะเข้” เครื่องดนตรีที่ทรงเริ่มศึกษาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จนถึงปีที่ 6 ก่อนจะต้องหยุดไปเพราะพระภารกิจด้านการศึกษาและพระกรณียกิจต่าง ๆ ที่เพิ่มมากขึ้น
แต่เมื่อชุมนุมดนตรีไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กราบทูลเชิญให้ทรงร่วมบรรเลงเพลง “โหมโรงยูงทอง” พระองค์ก็ทรงนำจะเข้ที่วางไว้เป็นเวลานานกลับมาปัดฝุ่นและทรงฝึกซ้อมอีกครั้ง สร้างความปลาบปลื้มแก่สมาชิกชุมนุมดนตรีไทยอย่างหาที่สุดมิได้ หลายคนเล่าว่า เพียงทราบข่าวว่าพระองค์ทรงนำจะเข้ออกมาซ้อมอีกครั้ง ก็กลายเป็นกำลังใจสำคัญให้ทุกคนมุ่งมั่นทำงานเพื่อดนตรีไทยมากยิ่งขึ้น
เมื่อถูกถามถึงบทเพลงที่ทรงโปรดที่สุด พระองค์รับสั่งด้วยความเรียบง่ายว่า คือ “เดี่ยวลาวแพน” บทเพลงชั้นสูงที่นักจะเข้จำนวนมากยกย่องว่าเป็นบททดสอบฝีมือสำคัญ แม้จะทรงสามารถบรรเลงได้ แต่พระองค์กลับทรงถ่อมพระองค์ว่า “เล่นไม่ค่อยดีเท่าไหร่” สะท้อนถึงพระอุปนิสัยอันงดงามที่ไม่เคยทรงยกพระองค์เหนือผู้อื่น
ส่วนเพลง “โหมโรงยูงทอง” นั้น พระองค์ทรงเห็นว่าเป็นบทเพลงที่ไพเราะและน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะเป็นการนำทำนองเพลงสากลประจำมหาวิทยาลัยมาประดิษฐ์เป็นเพลงไทย พร้อมทรงเล่าว่าความยากอยู่ที่จังหวะ ซึ่งจะต้องอาศัยการซ้อมร่วมกับวงอย่างจริงจัง
นอกจากเรื่องดนตรีแล้ว พระองค์ยังทรงเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยอารมณ์ขันและความเป็นกันเอง ทรงเล่าว่าเคยมีเหตุการณ์ขบขันเมื่อทรงนำจะเข้ออกมาซ้อมเพียงลำพัง จนผู้คนภายในวังได้ยินเสียงแล้วเข้าใจผิดว่าสิ่งลี้ลับมาเยือน ทำให้ภายหลังไม่กล้านำออกมาซ้อมในลักษณะนั้นอีก
พระองค์ยังทรงเล่าถึงการร่วมบรรเลงดนตรีไทยกับสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นครั้งคราว และจะเข้ที่ทรงใช้บรรเลงอยู่ก็เป็นเครื่องดนตรีที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ อีกด้วย
นอกเหนือจากจะเข้แล้ว พระองค์ยังเคยทรงศึกษาดนตรีอีกหลายชนิด ทั้งขลุ่ย ขิม เปียโน และกีตาร์ แต่ก็ยังทรงรับสั่งด้วยความถ่อมพระองค์ว่า เครื่องดนตรีที่ทรงเล่นได้ดีที่สุดคือ “จะเข้”
วันที่ 23 มกราคม พุทธศักราช 2543 จึงกลายเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อพระองค์เสด็จมาทรงดนตรีร่วมกับนักศึกษาชุมนุมดนตรีไทยต่อหน้าสาธารณชนเป็นครั้งแรก นับเป็นเกียรติอันสูงสุดและเป็นสิริมงคลแก่ชุมนุมดนตรีไทยอย่างหาที่สุดมิได้
แต่สิ่งที่ยังคงประทับอยู่ในหัวใจของผู้ที่เคยมีโอกาสถวายงานและใกล้ชิดพระองค์ มิได้มีเพียงพระปรีชาสามารถทางดนตรี หากเป็นความทรงจำจากช่วงเวลาหลังการสัมภาษณ์ เมื่อบทสนทนาอย่างเป็นทางการสิ้นสุดลงแล้ว พระองค์ยังทรงพูดคุย สอบถาม และทรงสนพระทัยเรื่องราวต่าง ๆ อย่างเป็นกันเอง ทำให้ทุกคนสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและพระเมตตาอย่างแท้จริง
วันนี้ แม้พระสุรเสียงอ่อนโยนในวันนั้นจะกลายเป็นเพียงความทรงจำ แต่เรื่องราวเหล่านี้ยังคงบอกเล่าถึงพระจริยวัตรอันงดงามของพระองค์ ผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และทรงเป็นแบบอย่างแห่งความเรียบง่าย อ่อนน้อม และเปี่ยมด้วยพระเมตตา
พระนามของพระองค์จะยังคงอยู่ในความทรงจำของพสกนิกรไทยตราบนานเท่านาน และจะเป็นบทบันทึกแห่งความรัก ความผูกพัน และความอาลัยที่ไม่มีวันเลือนหายไปจากหัวใจของคนไทยทั้งชาติ