INSIGHT : “เหนือกว่าวาทกรรมการเมือง จากพื้นที่จริง สู่ยุทธศาสตร์การจัดการน้ำของประเทศไทย
จากการประชุมร่วมระหว่างคณะองคมนตรี รัฐบาล กระทรวงมหาดไทย และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมรับมือภัยแล้ง–น้ำท่วม ปี 2569 ล่าสุด เริ่มเห็น “ทิศทางสำคัญ” ที่น่าสนใจมากกว่าภาพการประชุมทางการเมืองทั่วไป เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น สะท้อนว่า “การบริหารจัดการน้ำของไทย” กำลังถูกยกระดับจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การวางระบบบริหารความเสี่ยงระดับประเทศมากขึ้น
.
จากการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน พร้อมคณะองคมนตรีทั้ง 9 ท่าน เข้าร่วมสังเกตการณ์และให้ข้อเสนอแนะ ได้สะท้อน “แนวคิดร่วม” ที่ชัดขึ้นในหลายมิติ
.
จาก “แก้น้ำท่วม” สู่ “บริหารความเสี่ยงประเทศ”
สาระสำคัญที่ถูกพูดถึงมากขึ้น คือ การบริหารจัดการน้ำ ต้องไม่มองแยกแค่เรื่องน้ำท่วม หรือภัยแล้ง รายปี แต่ต้องเข้าใจว่า อะไร? ทำให้ประเทศไทยเริ่มเผชิญความผันผวนนี้ ซึ่งนั่นคือ “สภาพอากาศสุดขั้ว” หรือภาวะโลกร้อน ไม่ว่าจะเป็น
ฝนตกหนักในระยะเวลาสั้น
ฝนทิ้งช่วงยาวนาน
น้ำทะเลหนุนสูง
พายุที่รุนแรงขึ้น
พื้นที่เกษตรเสียสมดุล
.
รัฐบาลจึงเริ่มขยับไปสู่แนวคิด “Risk Management State” สิ่งที่เริ่มเห็นชัดขึ้น คือ รัฐไทยกำลังพยายามขยับจาก ‘รัฐแก้ปัญหาเฉพาะหน้า’ ไปสู่ ‘รัฐบริหารความเสี่ยง’ มากขึ้น” ซึ่งมากกว่าการรอแก้ปัญหาหลังเกิดเหตุ โดยในการประชุมได้มีการเน้นเรื่อง
การบูรณาการข้อมูลสารสนเทศ
การใช้ข้อมูลพื้นที่จริง
การสื่อสารเตือนภัยประชาชน
การเตรียมเครื่องจักรและอากาศยาน
การเชื่อมโยงข้อมูลทุกจังหวัดแบบ Real-time
.
ดังนั้นจะเห็นว่า เรื่อง “ข้อมูล” กลายเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารภัยพิบัติยุคใหม่
.
“ศาสตร์พระราชา” กำลังถูกเชื่อมเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่
.
อีกประเด็นที่เห็นชัด คือ การนำแนวพระราชดำริด้านน้ำ กลับมาเชื่อมโยงกับระบบบริหารจัดการยุคดิจิทัลอีกครั้งไม่ว่าจะเป็น
.
แก้มลิง
การชะลอน้ำ
การกักเก็บน้ำต้นทุน
ระบบกระจายน้ำ
การบริหารลุ่มน้ำ
.
ซึ่งที่ผ่านมา แนวคิดเหล่านี้ถูกพิสูจน์มาแล้วในหลายพื้นที่ แต่วันนี้รัฐเริ่มนำเทคโนโลยีด้านอวกาศ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการวิเคราะห์ วางแผน และรับมือกับภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น
.
ข้อมูลดาวเทียม
ระบบพยากรณ์อากาศ
AI วิเคราะห์น้ำ
ระบบ GIS
Big Data ด้านภูมิอากาศ
.
เข้ามาเชื่อมโยงกับ “องค์ความรู้เดิม” ศาสตร์พระราชา “Hybrid Model” ระหว่างภูมิปัญญาการจัดการน้ำแบบไทย กับเทคโนโลยีบริหารความเสี่ยงสมัยใหม่
.
“ความจำเชิงสถาบัน” กลายเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศ
หากมองถึงบทบาทของคณะองคมนตรีในฐานะผู้ติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี
ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “Institutional Memory” หรือภาพจำของสถาบัน เพราะแม้รัฐบาลจะเปลี่ยน ผู้บริหารเปลี่ยน
หรือข้าราชการหมุนเวียนตามวาระ
แต่ปัญหาน้ำของไทยยังอยู่ที่เดิม
พื้นที่เสี่ยงยังเป็นพื้นที่เดิม
และ....จุดเปราะบางยังซ้ำ ณ จุดเดิม
.
คนที่ติดตามพื้นที่มายาวนาน จึงมี “ฐานข้อมูลจากประสบการณ์จริง” ที่ระบบเอกสารทดแทนไม่ได้
.
และนี่คือเหตุผลที่มองว่า การทำงานร่วมกันระหว่างกลไกภาครัฐ กับเครือข่ายโครงการพระราชดำริ อาจกลายเป็น “จิ๊กซอว์สำคัญ” ของการบริหารภัยพิบัติยุคใหม่ในประเทศก็เป็นได้
.
สัญญาณสำคัญ : “น้ำ” กำลังเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและความมั่นคง
.
สำหรับประเด็นที่น่าสนใจในการประชุม ได้มีการพูดถึง “การรักษาสมดุลน้ำ” ทั้งภาคประชาชน เกษตร และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ด้วย
นี่สะท้อนว่า เรื่อง น้ำ กำลังเชื่อมโยงกับหลายๆด้าน เช่น
ความมั่นคงทางอาหาร
การลงทุนภาคอุตสาหกรรม
เขตเศรษฐกิจสำคัญ
พลังงาน
การเติบโตของประเทศ
.
ประเทศไทยอาจกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ ที่การบริหารน้ำจะถูกยกระดับเป็น “โครงสร้างพื้นฐานยุทธศาสตร์ของประเทศ”
ทำให้เราเห็นว่า ประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนวิธีคิดต่อเรื่องภัยพิบัติของประเทศไปจากเดิม
ซึ่งจากเดิมที่เน้นแก้ปัญหาเป็นรายเหตุการณ์ ไปสู่การสร้าง “ระบบบริหารความเสี่ยงระดับชาติ” เชื่อมโยงทั้งข้อมูล เทคโนโลยี ประสบการณ์ภาคสนาม และองค์ความรู้จากศาสตร์พระราชาเข้าด้วยกัน จนกลายเป็น“ยุทธศาสตร์ความอยู่รอดของประเทศ” ในอนาคต
ติดตามข้อมูลข่าวสารจาก “ข่าวจริงประเทศไทย”
Facebook : ข่าวจริงประเทศไทย
X : @realnewsthai
YouTube : เรื่องรัฐ Update
#ข่าวจริงประเทศไทย #realnewsthailand #น้ำ #องคมนตรี #ปภ #ศาสตร์พระราชา #เทคโนโลยี #AI #จัดการภัยพิบัติ