จากลูกชายนักการเมือง สู่หัวหน้าพรรคที่พลิกโฉมการเมืองไทย “อนุทิน ชาญวีรกูล” ชายที่เติบโตมาพร้อมกับสนามการเมืองตั้งแต่วัยเยาว์ ผ่านทั้งความพ่ายแพ้ การถูกตัดสิทธิ
และการลุกขึ้นสู้ใหม่อีกครั้งจนสามารถนำพาพรรคภูมิใจไทยพลิกขึ้นเป็นพรรคอันดับ 1 ด้วย 192 ที่นั่ง วันนี้เขายืนอยู่ในฐานะนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 พร้อมรับศึกหนักที่รออยู่ข้างหน้า ในวันที่ประเทศไทยต้องการผู้นำเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 2 หรือที่เรียกกันว่า “รัฐบาลอนุทิน 2” ในฐานะนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย วันนี้ NBT Connext พาย้อนรู้จักชายผู้รับหน้าที่นำพาประเทศในยามที่ไทยเผชิญกับวิกฤตสารพัดด้านอีกครั้ง
จากรั้วอัสสัมชัญ สู่มหาวิทยาลัยในนิวยอร์ก
อนุทิน ชาญวีรกูล เกิดเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2509 ชื่อเล่น “หนู” หรือที่สื่อมวลชนนิยมเรียกว่า “เสี่ยหนู” เขาคือบุตรชายของ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หรือ “ปู่จิ้น” อดีต สส. และอดีตรักษาการนายกรัฐมนตรีผู้ผ่านสนามการเมืองมาหลายสมัย สายเลือดนักการเมืองจึงหล่อหลอมอยู่ในตัวเขาตั้งแต่เยาว์วัย หลังสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมจาก โรงเรียนอัสสัมชัญ เขาตัดสินใจบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกาในปี 2532 และคว้าปริญญาด้าน วิศวกรรมศาสตร์ จาก Hofstra University มหาวิทยาลัยชื่อดังในนิวยอร์ก ก่อนเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่อธุรกิจของครอบครัว
เรียนไม่หยุด พัฒนาไม่เคยพอ
แม้จะเริ่มต้นชีวิตการทำงานแล้ว แต่อนุทินไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาตนเอง เขาสะสมองค์ความรู้จากหลักสูตรชั้นนำทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้ง Mini MBA จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, หลักสูตรผู้บริหารตลาดทุน (วตท.9), หลักสูตรพัฒนาเมือง (มหานคร 1 และ พ.ต.ส.3), หลักสูตรกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.17), หลักสูตรการค้าและพาณิชย์ (TEPCOT 9) ไปจนถึงหลักสูตร วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 61 และหลักสูตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์ (ปธพ.5) นอกจากนี้ยังได้รับ ปริญญาวิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิศวกรรมโยธา จากมหาวิทยาลัยรามคำแหงอีกด้วยความหลากหลายของหลักสูตรที่เขาเลือกเรียน สะท้อนให้เห็นถึงนักการเมืองที่มองการณ์ไกล เตรียมพร้อมรับทุกบทบาทที่อาจต้องแบกรับในอนาคต
ก้าวแรกสู่การเมือง และบทเรียนราคาแพง
อนุทินก้าวเข้าสู่วงการการเมืองอย่างเป็นทางการในปี 2539 ด้วยการรับตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในช่วงปี 2547–2548
แต่เส้นทางการเมืองไม่ได้ราบเรียบเสมอไป เขาต้องเผชิญกับ การถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี บทเรียนอันหนักหน่วงครั้งนั้นกลับไม่ได้ทำให้เขาถอยหนี แต่กลับทำให้เขากลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม
ผงาดหัวหน้าพรรค และเส้นทางสู่รัฐมนตรี
เมื่อพ้นโทษตัดสิทธิในปี 2555 อนุทินสมัครเข้าร่วมพรรคภูมิใจไทย พรรคที่บิดาของเขาร่วมก่อตั้งหลังพาทีมจากพรรคพลังประชาชนมาร่วมกับ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” และไม่นานนักเขาก็ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย สืบต่อจากบิดา ในการเลือกตั้งปี 2562 เขาได้รับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 และถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ก่อนที่พรรคภูมิใจไทยจะตัดสินใจร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยอนุทินได้รับแต่งตั้งเป็น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นบทบาทสำคัญในช่วงวิกฤตโควิด-19 การเลือกตั้งปี 2566 เขาได้รับเลือกตั้งอีกครั้งในระบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 และได้รับการแต่งตั้งเป็น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
วันที่ฝันเป็นจริง และชัยชนะที่พิสูจน์ตัวเอง
19 กันยายน พ.ศ. 2568 คือวันที่อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทยอย่างเป็นทางการและหากนั่นคือจุดพิสูจน์บทแรก การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 คือบทพิสูจน์ที่ยิ่งใหญ่กว่า เมื่อพรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของเขา พลิกล็อกเอาชนะพรรคประชาชน คว้าตำแหน่งพรรคอันดับ 1 ด้วย 192 ที่นั่ง ส่งให้อนุทินกลับมานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 2 จากลูกชายนักการเมือง สู่นักเรียนวิศวะในนิวยอร์ก จากนักธุรกิจที่เคยถูกตัดสิทธิ สู่หัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรี 2 สมัย เส้นทางของ “เสี่ยหนู” พิสูจน์ว่าการเมืองคือมาราธอน ไม่ใช่การวิ่งระยะสั้น