กรมการแพทย์ แนะประชาชนรู้เท่าทัน “โรคอีสุกอีใส” หลังพบการแพร่ระบาดในนักศึกษาบางส่วน ใน มธ.รังสิต
จากกรณีที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต พบผู้ติดเชื้อโรคอีสุกอีใสในกลุ่มนักศึกษา ทางคณะจึงปรับการจัดการเรียนการสอนระดับปริญญาตรีทุกวิชาที่ศูนย์รังสิตเป็นรูปแบบออนไลน์ ระหว่างวันที่ 3-6 มี.ค. 69 เพื่อความปลอดภัยด้านสุขอนามัยของนักศึกษาและบุคลากร พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สถาบันโรคผิวหนัง ภายใต้ กรมการแพทย์ จึงได้มีการให้ข้อมูล เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับโรคอีสุกอีใส ซึ่งมีสาเหตุจากเชื้อไวรัส Varicella zoster virus ไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิด โรคงูสวัด โดยโรคอีสุกอีใสมักพบในเด็กอายุ 5-12 ปี รองลงมาคือเด็กอายุ 1-4 ปี ขณะที่โรคงูสวัดมักพบในผู้ใหญ่
.
นายแพทย์อัครฐาน จิตนุยานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เผยว่า โรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่าย โดยติดต่อได้ด้วยการไอ จามหรือหายใจรดกัน หรือโดยการสัมผัส ตลอดจนการใช้ของร่วมกับผู้ที่เป็นโรคอีสุกอีใส หรืองูสวัด ซึ่งปกติเชื้อจะมีระยะฟักตัวประมาณ 2-3 สัปดาห์ โรคอีสุกอีใสจะระบาดในช่วงปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน (ม.ค. - เม.ย.)
.
อาการของโรคอีสุกอีใสที่พบ ได้แก่
1.ระยะแรกขึ้นเป็นผื่นแดงราบ ต่อมาจะขึ้นเป็นตุ่มใส ตุ่มจะค่อยๆ อุ่นขึ้นคล้ายหนอง แล้วกระจายไปตามใบหน้า ลำตัว แผ่นหลังและช่องปาก
2.อีก 2-3 วันต่อมาจะตกสะเก็ด อาจมีอาการเจ็บคอ
3.ในเด็กเล็กจะมีไข้ต่ำ อ่อนเพลียและเบื่ออาหารเล็กน้อย
4.ในผู้ใหญ่จะมีไข้สูง ปวดเมื่อยตามลำตัวคล้ายหวัด
5.ผื่นขึ้นพร้อมๆ กับวันที่เริ่มมีไข้ หรือหนึ่งวันหลังจากมีไข้
6.บางรายมีตุ่มขึ้นในช่องปาก ทำให้ปากและลิ้นเปื่อย
.
นอกจากนี้ ยังพบอาการแทรกซ้อน ดังนี้
1.การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่ผิวหนัง ทําให้กลายเป็นหนองและมีแผลเป็น
2.ในรายที่มีภูมิต้านทานต่ำ เชื้อไวรัสอีสุกอีใส อาจกระจายไปยังอวัยวะภายใน เช่น ปอด สมอง ตับ
3.หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้ออีสุกอีใส ในช่วง 3-4 เดือนแรกของการตั้งครรภ์อาจทําให้ทารกในครรภ์พิการได้
.
นายแพทย์วีรวัต อุครานันท์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง เผยเพิ่มเติมนอกจากนี้ยังพบอาการแทรกซ้อน ดังนี้
1.การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่ผิวหนัง ทําให้กลายเป็นหนองและมีแผลเป็น
2. ในรายที่มีภูมิต้านทานต่ำ เชื้อไวรัสอีสุกอีใส อาจกระจายไปยังอวัยวะภายใน เช่น ปอด สมอง ตับ
3. หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้ออีสุกอีใส ในช่วง 3 - 4 เดือนแรกของการตั้งครรภ์อาจทําให้ทารกในครรภ์พิการได้
.
ข้อควรรู้เกี่ยวกับโรคอีสุกอีใส ดังนี้
1.โรคนี้เมื่อเป็นแล้วหากร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำและเกิดการกระตุ้นขึ้น มีโอกาสเป็นโรคงูสวัดได้ภายหลัง
2. ระยะแพร่เชื้อจะเริ่มตั้งแต่ 24 ชั่วโมงก่อนที่ผื่นหรือตุ่มขึ้น จนตุ่มแห้งหมด ซึ่งใช้เวลาประมาณ 6 - 7 วัน ควรหยุดงานหรือหยุดเรียนเพื่อป้องกันการติดต่อ
3. โรคนี้ไม่มีของแสลง
4. ปัจจุบันโรคอีสุกอีใสป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน
5. การเกา หรือแกะตุ่มพุพองของโรคอีสุกอีใส อาจจะทำให้เกิดรอยแผลเป็นอย่างถาวร
.
นายแพทย์สุตศรัญย์ พรึงลำภู สถาบันโรคผิวหนัง แนะนำว่า การรักษาโรคอีสุกอีใส สามารถรักษาได้ ดังนี้
1.ในรายที่เป็นไม่มาก อาจดูแลตนเองที่บ้านได้ หากมีไข้ให้รับประทานยาพาราเซตามอล ห้ามใช้ยาแอสไพริน เพราะจะทำให้เกิดอาการทางสมองและตับ ใช้ยาลดอาการคัน พักผ่อนและดื่มนํ้ามากๆ
2.กรณีที่มีไข้สูง มีผื่นขึ้นตามตัวมาก มีการติดเชื้อแทรกซ้อน มีอาการหอบ ชัก ซึม ต้องพบแพทย์
3.ในรายที่เป็นรุนแรง หรือผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ที่เป็นโรคเอดส์ มะเร็งหรือมีโรคประจำตัว จะทำให้โรคอีสุกอีใสมีอาการรุนแรงได้มาก และเกิดการแพร่กระจายไปตามอวัยวะต่างๆ ต้อง ปรีกษาแพทย์เพื่อลดอาการรุนแรงของโรค
#ข่าวจริงประเทศไทย #กรมการแพทย์ #สถาบันโรคผิวหนัง #โรคอีสุกอีใส #ทำดีที่สุดเพื่อทุกชีวิต #สถาบันโรคผิวหนังที่ชาวไทยไว้วางใจและภาคภูมิใจ